เป็นอีกหนึ่งขวัญใจแฟนชาวไทย สำหรับ ทิฟฟานี่ ฮวัง  ที่หลังจากโลดแล่นในฐานะสมาชิกเกิร์ลกรุ๊ประดับตำนาน “เกิร์ลส์เจเนอเรชั่น” มากว่า 10 ปี ก่อนตัดสินใจขอออกมาจากค่าย เอสเอ็ม เพื่อตามฝันอาชีพนักแสดง ซึ่งเป็นงานที่เธอรักไม่แพ้การร้องเพลงและเป็นสมาชิกเกิร์ลส์ เจนฯ ที่เธอภูมิใจ ซึ่งแฟน ๆ คงอยากรู้ว่าตอนนี้เธอกำลังทำอะไร ล่าสุดเจ้าตัวได้เปิดใจผ่านนิตยสารดังถึง 2 เล่ม ทั้ง “อิน สไตล์ โคเรีย” และ “ อารีน่า ออมม์ พลัส”  ประจำเดือน มี.ค. งานนี้ “ฮานึล” เลยไม่พลาดนำเรื่องราวบางส่วน พร้อมมุมมองนักสู้ที่น่าทึ่งของเธอมาฝากให้คลายคิดถึงกัน

      
ประเดิมกันที่ บทสัมภาษณ์จาก “อิน สไตล์ โคเรีย” เป็นครั้งแรกในช่วงนี้ที่คุณจะให้แฟน ๆ ในเกาหลี ได้รู้ว่าคุณกำลังทำอะไรอยู่?
        
“ฉันกำลังเข้าเรียนที่โรงเรียนอยู่ค่ะ เรียนด้านการแสดงและดนตรี ฉันกำลังเรียนรู้สิ่งใหม่ และสนุกกับการซึมซับทุกสิ่งทุกอย่างเข้าสู่ร่างกาย”
 
บอกใบ้เราหน่อยได้มั้ยว่าคุณกำลังฝึกซ้อมอะไรอยู่?
        
“ฉันกำลังฝึกซ้อมการแสดงด้านอารมณ์โดยไม่มองกระจก มันเป็นการเลี่ยงการแสดงอารมณ์ปลอม ๆ ออกมา ตอนนี้ฉันหมกมุ่นอยู่กับบทเรียนการแสดงพื้นฐานที่เรียกว่า “Meisner Technique” นั่นคือคุณได้รับสถานการณ์ที่ไม่มีอะไรเลย แล้วคุณต้องแสดงสถานการณ์ที่คุณได้รับนั้นให้เหมือนมันเกิดขึ้นจริง ๆ ในชีวิต ซึ่งตอนแรกฉันไม่รู้เลยว่าต้องทำยังไง แต่พอฉันได้เรียนมากขึ้น ฉันก็เริ่มเชื่อว่าความซื่อสัตย์และจริงใจนั่นแหละที่ได้รับการยอมรับ ไม่ว่าจะเป็นเมื่อไหร่ ตอนไหนก็ตามค่ะ”
 
อะไรคือพลังของความจริงใจซื่อสัตย์ตามความคิดคุณ?
        
“หากเรามีความจริงใจ ไม่ว่าผลที่ออกมาจะดีหรือแย่ คุณก็จะไม่เสียใจเลย ดังนั้นมันจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่เราต้องเผชิญกับความจริงด้วยความจริงใจในทุกช่วงเวลาค่ะ”

ในตอนนี้คุณก็กำลังให้สัมภาษณ์ด้วยความจริงใจใช่มั้ย?
        
“แน่นอนค่ะ (หัวเราะ) เมื่อไม่นานมานี้ฉันเพิ่งรู้ตัวอีกครั้งว่าฉันรักงานที่ฉันกำลังทำอยู่ในตอนนี้มากกว่าที่ฉันคิดเอาไว้ซะอีก ตลอดระยะเวลาที่ฉันได้ใช้ในการเตรียมตัวกับสิ่งใหม่ ๆ นั้น ฉันก็มีความมั่นใจเพิ่มมากขึ้นค่ะ”

ตอนที่คุณพูดถึงเรื่องนี้ ดูเหมือนคุณจะผ่อนคลายขึ้นนะ?
        
“ตอนนี้ฉันสบายใจมากเลยค่ะ สำหรับ 10 ปีที่ฉันได้พยายามอย่างหนัก เพียงเพื่อที่แสดงภาพลักษณ์ที่สะดุดตาให้สาธารณชนได้เห็น มันก็เป็นช่วงเวลาที่ฉันไม่สามารถทำเกินจุดนั้นไปได้ และเมื่อเวลาผ่านไป ฉันสามารถที่จะปล่อยวางในสิ่งที่ฉันคิดว่าฉันคงไม่สามารถล้มเลิกได้ทีละนิด ๆ และก็ทำให้มาถึงจุดเปลี่ยนที่สามารถท้าทายสิ่งใหม่ ๆ ได้ ซึ่งในอีกมุมหนึ่งความยากลำบากในช่วงเวลานั้น มันก็รู้สึกในบางครั้งบ้างเหมือนกันว่ามันเกินกว่าที่ฉันจะควบคุมได้ค่ะ”

 ในแบบไหนกัน?
        
“ยิ่งคุณมีความรู้มากขึ้นเท่าไหร่ สิ่งที่คุณต้องคิดก็เพิ่มขึ้นมากไปด้วย”

 คุณกำลังอยู่จุดกึ่งกลางในการเปลี่ยนแปลง ว่าแต่มีอะไรที่คุณยังคงไม่เปลี่ยนไปบ้างมั้ย?
        
“แม้แต่ในตอนนี้ ฉันก็ยังคิดว่าเวลาที่ฉันขึ้นไปบนเวที ก็ต้องแสดงให้เห็นภาพลักษณ์แบบ 120 เปอร์เซ็นต์ค่ะ เพราะการแสดงภาพลักษณ์แบบไม่เต็มที่ให้กับสาธารณชนเห็นนั้นถือเป็นเรื่องที่ไร้มารยาทมาก เหมือนเป็นสิ่งที่ทุกคนที่ยืนอยู่บนเวทีต้องรักษาสัญญากับสาธารณชนไว้ ซึ่งถ้อยคำเหล่านี้มีความหมายกับฉันมาก ๆ เพราะถ้าหากเราเริ่มคุ้นเคย คุณก็จะขาดความระมัดระวัง และในไม่ช้าก็อาจสูญเสียซึ่งความตั้งใจแรกไปได้”

 มีคำไหนที่คุณพูดบ่อย ๆ มากที่สุด?
        
“มันไม่เป็นไรนะ ฟานี่ยา”
      
มาต่อกันที่ บทสัมภาษณ์จาก  “อารีน่า ออมม์ พลัส”  ดูเหมือนจะเป็นประสบการณ์ที่ไม่น่าคุ้นเคยกับการที่ต้องไปอยู่ในจุดน้องใหม่และไปออดิชั่น หลังจากที่คุณได้ทำงานในฐานะสมาชิก “เกิร์ลส์ เจนฯ” ไปแล้ว?
        
“ฉันเริ่มออดิชั่นภาพยนตร์เมื่อปี ค.ศ. 2012 ค่ะ ก็มีบทบาทที่ฉันผ่านและบางบทที่ฉันได้เทสต์หน้ากล้องแล้ว แต่ในตอนนั้นกิจกรรมเกิร์ลส์ เจนฯ ต้องมาเป็นอันดับแรก ปีที่แล้วฉันโฟกัสที่กิจกรรมของวงพร้อมกับสมาชิก ส่วนในปีนี้ฉันเริ่มจริงจังกับงานแสดง สมาชิกต่างรู้ว่าฉันอยากทำงานด้านการแสดง และพวกเธอก็คอยซัพพอร์ตและแสดงความยินดีกับฉันค่ะ”

 เหตุผลอะไรกันที่ทำให้คุณอยากเป็นนักแสดง?

“เมื่อฉันยังเด็ก ตอนที่ฉันมีช่วงเวลาที่ยากลำบาก เพลง “ฮีโร่” ของ “มารายห์ แครี” ปลอบโยนฉันเอาไว้มาก ๆ มันเป็นเรื่องมหัศจรรย์นะคะที่เพลงสามารถโอบกอดหัวใจเราไว้ได้ ศิลปินก็เหมือนนักมายากล ที่สามารถปลอบโยนหัวใจของตัวเองได้ ขณะเดียวกันก็ปลอบโยนหัวใจผู้อื่นด้วย ฉันซาบซึ้งใจจากเพลงและตัดสินใจมาเป็นศิลปิน  และฉันก็ชอบภาพยนตร์มากเท่ากับดนตรีเลย มันถึงเวลาในการโฟกัสในสิ่งหนึ่งอีกครั้ง และท้าทายตัวเองไปกับมัน แม้ว่าดนตรีจะเป็นโลกแห่งความสุขสำหรับฉัน แต่ฉันก็ชอบวิธีที่ภาพยนตร์บอกเล่าได้อย่างลึกซึ้ง รวมทั้งด้านมืดภายใน ฉันคิดว่าการแสดงคือโลกที่ฉันสามารถโชว์ด้านที่หลากหลายภายในตัวเองได้ นี่เป็นเหตุผลที่ฉันกำลังตกหลุมรักการแสดงในตอนนี้ค่ะ”
 
“เกิร์ลส์ เจนฯ” อยู่ในระดับท็อปมาถึง 11 ปี ไม่ว่าจะในด้านไหน ถ้าอยากเป็นที่ 1 ดูเหมือนว่าคุณต้องเสียสละบางอย่างเพื่อรักษาตำแหน่งสูงสุดนั้นเอาไว้

“ฉันก็กดดันนะคะ แทนที่เราจะมองที่ความสำเร็จจากทัวร์คอนเสิร์ตในปีที่ผ่านมา เราต้องโชว์ผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่กว่าในปีนี้ จากนั้นเมื่อเรากลายเป็นผู้ใหญ่ เราก็จำเป็นต้องรู้วิธีคำนวณสิ่งต่าง ๆ ซึ่งสิ่งที่คุณจำเป็นต้องเรียนรู้ก็เพิ่มมากขึ้น แม้เราจะได้ผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยม แต่เราก็ไม่เคยคิดยอมรับมันเลยสักครั้งเดียว เราไม่เคยทำอะไรแบบไม่เต็มใจเลย ซึ่งมันเป็นผลจากทีมเวิร์ก “เกิร์ลส์ เจนฯ” และการทำงานอย่างหนัก ฉันมีวันนี้ได้ก็เพราะฉันได้ทำงานร่วมกับสมาชิกของฉัน และเพราะว่าฉันได้เรียนรู้ถึงวิธีทำให้ดีที่สุดจากตอนโปรโมตร่วมกับ “เกิร์ลส์ เจนฯ” ฉันจึงพยายามและท้าทายตัวเองกับสิ่งใหม่ ๆ ในตอนนี้ค่ะ”

คุณทำงานอย่างหนักเลยใช่มั้ย?
        
“ถูกต้องเลย และมันก็ไม่ใช่กลด้วย ฉันคิดว่า “เกิร์ลส์ เจนฯ” แสดงให้ฉันเห็นว่า คุณสามารถไปถึงเป้าหมายได้ก็ต่อเมื่อคุณนั้นได้วิเคราะห์สิ่งต่าง ๆ อย่างลึกซึ้งและทำงานอย่างหนัก หากคุณต้องการอะไรแบบจริงจังแล้วทำงานอย่างหนัก มันก็กลายเป็นความจริงในที่สุด”

 คุณกำลังเริ่มต้นบนเวทีการแสดง ไม่รู้สึกหวาดกลัวกับการท้าทายตัวเองในด้านใหม่ ๆ บ้างเหรอ?
        
“ตอนที่ฉันตกหลุมรักบางอย่าง ฉันก็จะคิดถึงและเตรียมตัวอย่างถี่ถ้วนในรายละเอียดสำหรับสิ่งนั้นเท่าที่จะเป็นไปได้ หากมันเป็นสิ่งล้ำค่าแล้วฉันจะตั้งใจและพยายามเพื่อเตรียมพร้อมกับมัน ฉันเรียนการแสดงด้วยหัวใจเหมือนที่ฉันมีตอนทำงานเพลง มันอาจเป็นสำนวนที่ได้ยินบ่อย แต่เชกสเปียร์กล่าวไว้ว่า คุณสามารถเอาชนะทุกอย่างได้ด้วยความรัก หากคุณมีความรักแล้วคุณก็จะท้าทายในสิ่งนั้นได้ และเมื่อคุณพยายามทำอย่างดีที่สุด คุณก็จะไม่มีวันเสียใจเลย มันมีสิ่งที่น่ามหัศจรรย์เกี่ยวกับการรักในสิ่งที่ทำ มีคนไม่มากนักหรอกนะคะที่รักในสิ่งที่ทำ และนี่เป็นเหตุผลที่ฉันรู้สึกขอบคุณ ที่สามารถทำในสิ่งที่รักได้ และได้พบกับสมาชิก “เกิร์ลส์ เจนฯ” ด้วย”

คุณเคยตกหลุมรักดนตรีและตอนนี้ก็รักการแสดง ซึ่งคุณอายุ 30 ปีและมีอิสระแล้ว เหมือนปีนี้จะมีการเปลี่ยนแปลงสำหรับคุณ?
        
“ถูกต้องเลย สำหรับเป้าหมายในชีวิตฉันคือการเป็นเจ้าหญิงดิสนีย์นะ เจ้าหญิงดิสนีย์จะมองโลกในแง่ดีอยู่เสมอ แม้ตอนผ่านความยากลำบากก็ตาม เรื่องราวของเจ้าหญิงนั้นคือต้องการบางสิ่งอย่างแท้จริง และในที่สุดก็ไขว่คว้าจนสำเร็จตามเป้าหมายด้วย เจ้าหญิงดิสนีย์เป็นแบบอย่างที่ดีที่สุดในชีวิตฉันเลยค่ะ”
 
แล้วเจ้าหญิงดิสนีย์คนไหนที่คุณชอบมากที่สุดล่ะ?
        
“เดอะ ลิตเติ้ล เมอร์เมด (นางเงือกน้อย) ค่ะ เธอเป็นเจ้าหญิง เธอมีความสุขและมีทุกอย่างแล้ว ซึ่งแม้เธอจะอยู่ใต้ท้องทะเล แต่เธอก็เชื่อว่ามันมีโลกที่ใหญ่กว่าอยู่ภายนอกนั่น ดังนั้นเธอจึงทิ้งทุกสิ่งทุกอย่าง และโผล่ขึ้นสู่ผิวน้ำ พร้อมด้วยความหวังเดียวที่จะค้นหาความรัก นั่นยังไม่น่าทึ่งอีกเหรอคะ?”
 
อะไรคือความหมายของการรักในงานของคุณ บอกความรู้สึกที่คุณมีตอนที่รักงานของคุณให้ฟังหน่อย?
      
“มันทำให้เราไม่ยอมแพ้ ฉันตัดสินใจเป็นนักร้องตอนที่ฉันเรียนอยู่มิดเดิล สคูล เกรด 3 และฉันมาเกาหลีในเวลาเพียง 3 สัปดาห์ ด้วยจุดมุ่งหมายเพียงแค่อย่างเดียว คือจะเป็นเหมือนพี่โบอา ในตอนนั้นหลายคนตั้งคำถามว่าฉันสามารถทำอะไรได้บ้าง  พวกเขาพูดว่า “ฉันกำลังหลงทางหลังสูญเสียคุณแม่ไปตั้งแต่ยังเล็ก” นั่นคือปฏิกิริยาของพวกเขา แต่ถ้าคุณได้รักอะไรแล้ว คุณจะไม่ยอมแพ้หรอก คุณจะมีความฝันต่อไปและท้าทายตัวเอง อย่ายอมแพ้นะคะ แม้ว่าเพื่อน ความรัก และครอบครัวจะดีกับคุณเสมอ แต่มันก็ไม่ได้มีแค่สิ่งเหล่านั้น มันยังมีวันที่คุณต้องต่อสู้ นั่นเป็นสิ่งที่ฉันคิดเกี่ยวกับความรัก ตอนที่คุณทำในสิ่งที่คุณรัก คุณทำผิดพลาดบ้าง คุณอ่อนล้าบ้าง คุณโกรธบ้าง แต่ก็เพราะว่าคุณรักมัน คุณก็จะไม่ละทิ้ง และสามารถทำมันต่อไปได้ และเมื่อช่วงเวลาแห่งความหลงใหลนั้นผ่านไป มันก็ไม่ได้หมายความว่าความรักนั้นจะจบลงนะคะ ฉันรักทั้งการแสดงและดนตรีค่ะ”
        
มีอะไรที่อยากลองทำในช่วงที่เปลี่ยนไปสู่วัย 30 หรือมีบางอย่างที่อยากเปลี่ยนแปลงบ้างมั้ย?

“การพยายามเปลี่ยนบางอย่างเป็นเรื่องยากในการทำ และนั่นก็ไม่ใช่ตัวฉัน ฉันพยายามมองหาสิ่งที่เหมือนตัวฉัน นั่นคือขั้นตอนที่ฉันจะได้เรียนรู้ในสิ่งที่ฉันขาด และเติมเต็มมัน ฉันอยากแสดงให้เห็นความเป็นตัวเองค่ะ”

 คุณไม่กลัวในการเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงบ้างเหรอ?

“หากฉันทุ่มเททุกอย่างในตัวเองไปแล้ว มันจะไม่ทำให้ฉันดูงดงามเหรอ? เพราะความซื่อสัตย์นั้นเป็นสิ่งที่งดงามเสมอค่ะ”

 มันไม่ง่ายเลยที่นักแสดงเอเชียจะมีโอกาสในฮอลลีวูด?

“มันก็ยากค่ะ แต่ถ้าฉันทำงานอย่างหนักและได้เป็นนักแสดง ชาวเอเชียคนอื่น ๆ ก็น่าจะมีความหวังและได้ลองมาออดิชั่นเพิ่มขึ้นก็ได้นะคะ เพเนโลเป ครูซ (ชาวสเปน) ก็เคยเป็นนักแสดงหญิงต่างชาติคนแรกที่คว้าออส การ์ ฉันมีความหวังเมื่อได้เห็นอะไรแบบนั้นค่ะ”

 การตกหลุมรักในการทำงานของคุณช่างน่าประทับใจ แต่แม้ว่าคุณจะเริ่มต้นงานด้วยความสนุก แต่มันก็เป็นเรื่องธรรมดาที่ผลก็ออกมาตรงข้าม?
        
“เราไม่สามารถมีความสุขในทุกช่วงเวลาได้หรอกนะคะ เมื่อถามศิลปินคนอื่นว่าพวกเขาเริ่มต้นงานนี้ได้ยังไง ฉันก็ได้แรงบันดาลใจจากการฟังเรื่องราวพวกเขา คุณไม่หัวใจเต้นแรงเหรอเมื่อตอนที่มองย้อนกลับไปตอนคุณเริ่มงานครั้งแรกได้ยังไง”

 เหตุผลที่คุณงดงามมากขึ้นนั้นก็ต้องเป็นเพราะคุณกำลังตกหลุมรักนั่นเอง?

“ฉันรู้สึกดีในการเรียนรู้และปรับปรุงพัฒนาทักษะของฉันค่ะ”

เป็นอีกไอดอลนักสู้ที่พร้อมทำงานด้วยหัวใจรักจริง ๆ สำหรับ ’ทิฟฟานี่“ และเมื่อทำงานด้วยความรักและซื่อสัตย์แล้ว ผลงานที่ออกมาจากความตั้งใจของเธอ ต้องงดงามสมการรอคอยแน่นอน นอกจากนี้ยังเชื่อว่าความคิด ’ทิฟฟานี่“ โดยเฉพาะเรื่องการไม่ยอมแพ้ที่จะทำในสิ่งที่รักนั้น จะช่วยสร้างพลังบวกให้หลายคนได้ดีอีกด้วย