กรมธรณีชี้ยูเนสโกยก“อุทยานธรณีสตูล”เทียบชั้นระดับโลกแห่งแรกของไทย ชี้ประเมินซ้ำทุก 4 ปี หากบริหารจัดการไม่ดีมีสิทธิถูกถอด  นายทศพร นุชอนงค์ อธิบดีกรมทรัพยากรธรณี กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แถลงถึงกรณียูเนสโกประกาศให้พื้นที่แหล่งธรณีวิทยาของจังหวัดสตูลเป็นอุทยานธรณีโลก ซึ่งเป็นอุทยานธรณีระดับโลกแห่งแรกในประเทศไทย และเป็นแหล่งที่ 5 ของอาเซียน

โดยนายทศพร กล่าวว่า เมื่อวันที่ 17 เม.ย. ที่ผ่านมา ยูเนสโกได้ประกาศอย่างเป็นทางการผ่านหน้าเว็บไซต์ให้อุทยานธรณีสตูลเป็นอุทยานธรณีระดับโลก มีความสำคัญเทียบได้กับมรดกโลก ปัจจุบันมีอุทยานธรณีโลก ทั้งสิ้น 140 แหล่ง ใน 38 ประเทศ  นายทศพร กล่าวต่อว่า อุทยานธรณีสตูลเกิดขึ้นจากความต้องการของคนในพื้นที่จังหวัดสตูลที่มีแหล่งมรดกทางธรณีวิทยาที่ทรงคุณค่าและมีความสําคัญหลายแห่ง เช่น ถ้ำเล-สเตโกดอน ถ้ำภูผาเพชร ถ้ำเจ็ดคต น้ําตกวังสายทอง ปราสาทหินพันยอด โดยการสนับสนุนทางวิชาการของ กรมทรัพยากรธรณี จังหวัดสตูล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งชุมชนและองค์กรท้องถิ่นที่มีแหล่งมรดกทางธรณีเหล่านี้ได้รวมตัวกัน พัฒนาเพื่อให้เกิดการอนุรักษ์แหล่ง มีการพัฒนาการบริหารจัดการการศึกษาและการสื่อความหมายแหล่ง การท่องเที่ยวและการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน

ตัวอย่างที่สําคัญ ได้แก่ ความร่วมมือกันระหว่างชุมชน อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตรา อุทยานแห่งชาติ ตะรุเตา อุทยานธรณีสตูลและมหาวิทยาลัยท้องถิ่นในการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวบริเวณปราสาทหินพันยอด ในเขตอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตรา อุทยานแห่งชาติตะรุเตา ซึ่งเป็นการผสานกันอย่างลงตัว ทําให้เกิดการท่องเที่ยว เชิงอนุรักษ์โดยท้องถิ่น มีการปกป้องและเฝ้าระวังทรัพยากรทางทะเล และสร้างรายได้แก่ ชุมชนอย่างยั่งยืน ความโดดเด่นของอุทยานธรณีสตูล  มีอายุประมาณ 500 ล้านปีที่ผ่านมา พบซากดึกดําบรรพ์หรือฟอสซิล ที่สามารถบ่งชี้อายุทางธรณีได้อย่างสมบูรณ์ คือพบฟอสซิลหลากหลายชนิดตลอดช่วงเวลา 500-250 ล้านปีก่อน ซึ่งเก่าแก่มากก่อนยุคไดโนเสาร์หรือจูแรสซิก

นายทศพร  กล่าวว่า ประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับจากการเป็นอุทยานธรณีระดับโลก คือ จะทําให้อุทยานธรณีสตูลเป็นที่รู้จักในระดับโลกมากยิ่งขึ้น จะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาเยี่ยมชมและศึกษากันมากข้ึน มีนักวิทยาศาสตร์จากในและต่างประเทศเข้ามาศึกษาแหล่งทางธรณีวิทยาเพิ่มขึ้น สร้างเศรษฐกิจในชุมชนการท่องเที่ยว สร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ สามารถสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว และการศึกษา ตลอดจนมีการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ระหว่างสมาชิกเครือข่ายของอุทยานธรณีโลก ซึ่งจะเป็นผลให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนแก่ชุมชนและท้องถิ่น  ส่วนเมื่อได้เป็นอุทยานธรณีโลกแล้ว จะเป็นตลอดไปหรือไม่นั้น  เมื่อได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นอุทยานธรณีโลก ยูเนสโกจะทําการตรวจประเมินซ้ําทุกๆ 4 ปีแต่ละครั้ง ก็จะมีความเข้มข้นในการตรวจประเมินสูงขึ้นเรื่อยๆตามลําดับ โดยจะแสดงผลการตรวจประเมินเป็นระดับสี เขียว-ผ่านเหลือง-ปรับปรุงแดง-ถูกถอดออกจากทะเบียนของยูเนสโก ดังนั้นหากอุทยานธรณีโลกแห่งใดมีการ บริหารจัดการที่บกพร่องก็สามารถที่จะสามารถถูกถอดถอนจากการเป็นสมาชิกได้และต้องเว้นระยะเวลาอีก 2 ปี จึงจะสามารถสมัครใหม่ได้ ซึ่งเคยมีอุทยานธรณีบางประเทศเคยถูกถอนออกจากสมาชิกไปแล้ว. ขอบคุณข้อมูลบางส่วนและติดตามข้อมูลฉบับเต็มที่ dailynews